[Fic] I'm A Man (ch.2) [Temp*GD]
posted on 16 Jun 2008 10:05 by bojae-shinki
Note: ต้องขอโทษไว้ก่อนนะคับว่ามันจะสั้นแล้วก็เขียนแบบไม่ได้เรื่องเท่าไหร่
เพราะว่าไม่เคยเขียนฟิควันเดียวสองตอนแบบนี้มาก่อนอ่ะ
ภาษาและคำพูดอาจจะยังไม่ได้เกลาให้สวยงามหรือเป็นภาษาที่น่าอ่านนัก
เนื้อหายังไม่มีอะไรมาก เพราะมันรวบรัดและก็เร็วเกินไป
ตัวผมเองก็พยายามที่จะเขียนมาให้คนที่รออ่านได้อ่านตามที่บอก แต่ถ้าขัดใจ
ก็ต้องขอโทษไว้ด้วยนะคับ
Title: I’m A Man
Chapter: 2
Author: Shin-Dragon
Paring: Tempo*G-dragon
Genre: Drama
Rate: PG-13 - NC-17
ไม่!!!!!!!!!
“อื้อ!!..............”
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป เร็วซะจนผมไม่ทันจะปกป้องตัวเอง ริมฝีปากคมเฉียบฉกลงมาริบริมฝีปากของผมทันที เรียวลิ้นชื้นของเขาแตะทักทายกับกลีบปากของผมเพื่อจะดึงดันเข้าไปในโพรงปากให้ได้ หากแต่ผมก็ยังมีสติพอจะต่อต้าน ถึงแม้ร่างกายจะขยับไม่ได้ดั่งที่ใจคิดแต่ผมก็ปิดริมฝีปากแน่นอยู่อย่างนั้น ไม่เคยคิดเลยว่าการกลับมาของซึงฮยอนจะทำให้ผมหวั่นใจได้ขนาดนี้ เริ่มรู้สึกถึงความกลัวขึ้นมาบ้างแล้ว รู้สึกเหมือนว่ากำลังถูกเอาคืนหลังจากที่ตอนเด็กผมต่อต้านซึงอยอนอยู่ตลอดเวลาที่เล่นด้วยกัน แต่กับการใช้วิธีนี้มันไม่แรงไปหน่อยหรอ ท้าต่อยกันสักยกสองยกมันยังจะน่าภาคภูมิใจมากกว่าเลย
“ปล่อย....อ่ะ....อื้อ!” ช่วงเวลาที่จะเอาตัวรอดได้กลับกลายเป็นการเปิดทางให้ซึงฮยอนป้อนจูบที่หนักหน่วงกว่านั้นมาให้ผม ลิ้นร้อนไล้ไปทั่วทั้งโพรงปาก กวาดต้อนเรียวลิ้นที่พยายามหนีสัมผัสนั้นแต่ก็ไม่พ้น
เรี่ยวแรงที่ขาของผมอ่อนลงจนลงไปนั่งกองอยู่กับพื้นพร้อมๆกับร่างของซึงฮยอนที่ไม่ยอมลดละตามมาเก็บจูบอีก
อั่ก!!!
ผมใส่หมัดไปที่อกแกร่งนั่นเต็มแรงจนอีกคนคงจะจุกนั่นแหละถึงได้ปล่อยผมให้เป็นอิสระ ใบหน้าของผมร้อนขึ้นจนแทบจะไหม้ ผมรังเกียจสัมผัสนี้บอกได้เต็มปากเต็มคำเลย
“นี่แค่แกล้งสั่งสอนเท่านั้นเองนะ ทำไม...อย่าบอกนะว่านายไม่เคยจูบฮยอนซึงน่ะ” ผมเกลียดขี้หน้ามันที่สุด ทำร้ายให้ผมอับอาย เสียศักดิ์ศรีไม่พอ ยังจะตอกย้ำให้ผมเสียสิ้นความเป็นตัวของตัวเองลงไปอีก
“ฉันจะจูบเขาก็ต่อเมื่อเราเต็มใจทั้งคู่...ไม่ใช้วิธีสกปรกแบบนายแน่นอน” พูดอย่างแมนๆเลยว่าผมไม่เคยคิดจะล่วงเกินฮยอนซึงแม้แต่อย่างใด แค่แอบบอกรักทุกคืนแค่กุมมือกันนอนแค่นั้น ผมไม่เคยคิดจะใช้วิธีแบบที่ซึงฮยอนกำลังทำกับผม ผมสาบานได้
“แล้วอย่าคิดนะว่าแค่นี้ฉันจะกลัว....นายเองก็ใช่ว่าจะจูบได้น่าประทับใจนักหรอกซึงฮยอน” ผมทิ้งคำพูดให้มันเจ็บใจเอาไว้อย่างนั้นแล้วก็ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องน้ำทันที ไม่มีทีท่าของคนที่เสียจูบไปเลยสักนิด จูบแรกที่โดนขืนเอาก็เถอะ....ผมเป็นผู้ชายถึงจะรู้สึกเจ็บใจไปบ้างแต่ก็ไม่ใช่เวลาจะมานั่งเพ้อหลงใหล
หรือเสียใจคร่ำครวญ
เห็นทีว่าคราวนี้เราจะกลับมาเป็นเพื่อนกันยากซะแล้ว.....ซึงฮยอน
………………
………………………
“หายไปตั้งนานแหนะ กำลังจะไปตามพอดีเลย” ผมยิ้มให้ฮยอนซึงเพราะความน่ารักที่เขาเองก็เป็นห่วงผมอยู่เหมือนกัน ผมมองดูอาหารบนโต๊ะที่พร่องลงไปอย่างนึกขำ เหตุการณ์ในห้องน้ำไม่มีผลให้ผมต้องเอามาเครียดเลยสักนิด เพราะอาหารที่วางอยู่บนจานของผมไงล่ะ
“ฉันทำเอาไว้ให้....ป้อนมั้ย?” คำถามน่ารักๆถามออกมาแบบนี้ โอกาสที่หายากเหลือเกินของผมอยู่ตรงหน้าแล้วไง....ผมพยักหน้ายิ้มๆกลับไป มือเล็กนั่นก็คว้าจับช้อนซ้อมตักอาหารให้ผมทันที
“กินเยอะๆ....จะได้ตัวโตๆ” อั่ก!....ผมแทบจะสำลักกับคำพูดที่เหมือนแม่ป้อนข้าวลูกอย่างงั้น อยากเป็นแม่คนก็ไม่บอกนะฮยอนซึง....
ผมกระตุกคิ้วกวนๆส่งไปทางโต๊ะที่อยู่ตรงมุมในเกือบสุดของร้าน เห็นมั้ยซึงฮยอน เห็นหรือเปล่าว่าต่อให้นายแกล้งฉันยังไงฉันก็ไม่กลัว
“มองอะไรน่ะ...” ผมรีบดึงตัวเองกลับมาทันทีเมื่อได้ยินที่ฮยอนซึงถาม ผมจะให้ฮยอนซึงเห็นซึงฮยอนไม่ได้
และดูเหมือนซึงฮยอนจะอ่านเกมส์ของผมออก เจ้านั่นยิ้มตอบผมมาหนึ่งทีเหมือนรับคำท้าทายแล้วก็ลุกเดินมาเลยอย่างไม่ทันให้ผมได้วางแผนแก้สถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น...............
“ฮยอนซึง..................”
“ซึง......ซึงฮยอน” เสียงของฮยอนซึงอ่อนลงจนผมรู้สึกเจ็บปวดไปหมด เรียกซึงฮยอนเหมือนคนโหยหากันมานานแบบนั้น...เขาไม่นึกถึงจิตใจผมบ้างเลยรึไง
“คิดถึงนายมากๆเลย....ดูเหมือนเดิมตั้งแต่เด็กจนโตเลยนะเนี่ย” ซึงฮยอนพูดออกมาแบบนั้น แต่สายตากลับจับจ้องมาที่ผมเหมือนสื่อคำพูดนั้นมาให้ผมซะเอง เล่นอะไรของนายอยู่ซึงฮยอน คิดจะทำอะไร?
“อย่าจับนะ!” ผมร้องห้ามเมื่อเห็นมือของซึงฮยอนกำลังจะจับที่แก้มของฮยอนซึง ผมเห็นเขากระตุกยิ้มอย่างผู้มีชัยชนะอยู่เต็มเปี่ยม จะเพราะอะไรถ้าไม่ใช่เพราะฮยอนซึงเองก็เอียงแก้มเข้าหาแบบนั้น
“ทำไมนายไม่ติดต่อพวกเรามาบ้าง รู้มั้ยว่าพวกเราคิดถึงนายมากแค่ไหน” ฮยอนซึงพูดเสียงสั่นๆ ก่อนจะดึงรั้งให้อีกคนร่วมนั่งลงบนโต๊ะโดยที่ผมไม่ได้เต็มใจ แต่เคยบอกแล้วใช่มั้ยว่าผมไม่เคยขัดใจฮยอนซึงเลยสักครั้งนอกจากจะตามใจ อยากได้อะไรผมก็ให้ แต่ขอเรื่องนี้ได้มั้ย ขอได้หรือเปล่า
“อย่าร้องไห้สิ...ฉันขอโทษ” ซ้ำร้ายกว่านั้นเมื่อนิ้วของซึงฮยอนปาดน้ำใสๆที่คลออยู่บนตาของฮยอนซึงออกให้อย่างอ่อนโยน ภาพที่ผมไม่เคยเห็นทั้งๆที่เมื่อก่อนซึงฮยอนแกล้งให้ฮยอนซึงร้องไห้บ่อยๆ ไม่เคยแม้แต่จะปลอบ ไม่เคยจะขอโทษแต่ทำไม................
ผมเบนสายตาละออกจากภาพอันน่าปวดใจนั้น ไม่ไหวแล้วผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะร้องไห้ เพราะภาพบาดตาบาดใจนี้ ฮยอนซึงลืมผมไปซะสนิทเลย
“นายจะกลับมาอยู่ที่นี่เลยใช่มั้ย....” ผมไม่อยากฟังคำตอบ จะอยู่หรือไม่อยู่ผมก็ไม่อยากรับรู้ เพราะถึงยังไงฮยอนซึงก็รักซึงฮยอนอยู่ดี ต่อให้อยู่ที่นี่หรือไม่ก็ตาม
“ฉันจะกลับมาอยู่ที่นี่....อยู่กับพวกนาย” คำสุดท้ายที่เน้นเอาไว้ทำให้ผมต้องตวัดสายตาไปมองอย่างทันที ไม่มีทาง...ฉันไม่มีที่ที่จะให้นายยืนอยู่อีกแล้วซึงฮยอน
“ดีจัง....นายจะแกล้งฉันอีกมั้ย...เหมือนตอนเด็กๆไง” ผมเอามือปาดน้ำตาที่ไหลลงมาอย่างไม่ทันได้รู้ตัวออกลวกๆ ฮยอนซึงพูดทำร้ายจิตใจผมอีกแล้ว โดยที่ไม่รู้ตัวเลยสักนิด แต่คนที่กำลังกุมชัยชนะอยู่กลับยิ้มอย่างสะใจที่เห็นผมพ่ายแพ้ทั้งๆที่ท่าทางของผมก็หยิ่งใส่อย่างไม่ลดละ
“ที่แกล้งน่ะก็เพราะรักรู้มั้ย” พอกันที....ไม่ไหวแล้ว ผมทนต่อไปไม่ไหวแล้ว
เพราะว่าไม่เคยเขียนฟิควันเดียวสองตอนแบบนี้มาก่อนอ่ะ
ภาษาและคำพูดอาจจะยังไม่ได้เกลาให้สวยงามหรือเป็นภาษาที่น่าอ่านนัก
เนื้อหายังไม่มีอะไรมาก เพราะมันรวบรัดและก็เร็วเกินไป
ตัวผมเองก็พยายามที่จะเขียนมาให้คนที่รออ่านได้อ่านตามที่บอก แต่ถ้าขัดใจ
ก็ต้องขอโทษไว้ด้วยนะคับ
Title: I’m A Man
Chapter: 2
Author: Shin-Dragon
Paring: Tempo*G-dragon
Genre: Drama
Rate: PG-13 - NC-17
ไม่!!!!!!!!!
“อื้อ!!..............”
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป เร็วซะจนผมไม่ทันจะปกป้องตัวเอง ริมฝีปากคมเฉียบฉกลงมาริบริมฝีปากของผมทันที เรียวลิ้นชื้นของเขาแตะทักทายกับกลีบปากของผมเพื่อจะดึงดันเข้าไปในโพรงปากให้ได้ หากแต่ผมก็ยังมีสติพอจะต่อต้าน ถึงแม้ร่างกายจะขยับไม่ได้ดั่งที่ใจคิดแต่ผมก็ปิดริมฝีปากแน่นอยู่อย่างนั้น ไม่เคยคิดเลยว่าการกลับมาของซึงฮยอนจะทำให้ผมหวั่นใจได้ขนาดนี้ เริ่มรู้สึกถึงความกลัวขึ้นมาบ้างแล้ว รู้สึกเหมือนว่ากำลังถูกเอาคืนหลังจากที่ตอนเด็กผมต่อต้านซึงอยอนอยู่ตลอดเวลาที่เล่นด้วยกัน แต่กับการใช้วิธีนี้มันไม่แรงไปหน่อยหรอ ท้าต่อยกันสักยกสองยกมันยังจะน่าภาคภูมิใจมากกว่าเลย
“ปล่อย....อ่ะ....อื้อ!” ช่วงเวลาที่จะเอาตัวรอดได้กลับกลายเป็นการเปิดทางให้ซึงฮยอนป้อนจูบที่หนักหน่วงกว่านั้นมาให้ผม ลิ้นร้อนไล้ไปทั่วทั้งโพรงปาก กวาดต้อนเรียวลิ้นที่พยายามหนีสัมผัสนั้นแต่ก็ไม่พ้น
เรี่ยวแรงที่ขาของผมอ่อนลงจนลงไปนั่งกองอยู่กับพื้นพร้อมๆกับร่างของซึงฮยอนที่ไม่ยอมลดละตามมาเก็บจูบอีก
อั่ก!!!
ผมใส่หมัดไปที่อกแกร่งนั่นเต็มแรงจนอีกคนคงจะจุกนั่นแหละถึงได้ปล่อยผมให้เป็นอิสระ ใบหน้าของผมร้อนขึ้นจนแทบจะไหม้ ผมรังเกียจสัมผัสนี้บอกได้เต็มปากเต็มคำเลย
“นี่แค่แกล้งสั่งสอนเท่านั้นเองนะ ทำไม...อย่าบอกนะว่านายไม่เคยจูบฮยอนซึงน่ะ” ผมเกลียดขี้หน้ามันที่สุด ทำร้ายให้ผมอับอาย เสียศักดิ์ศรีไม่พอ ยังจะตอกย้ำให้ผมเสียสิ้นความเป็นตัวของตัวเองลงไปอีก
“ฉันจะจูบเขาก็ต่อเมื่อเราเต็มใจทั้งคู่...ไม่ใช้วิธีสกปรกแบบนายแน่นอน” พูดอย่างแมนๆเลยว่าผมไม่เคยคิดจะล่วงเกินฮยอนซึงแม้แต่อย่างใด แค่แอบบอกรักทุกคืนแค่กุมมือกันนอนแค่นั้น ผมไม่เคยคิดจะใช้วิธีแบบที่ซึงฮยอนกำลังทำกับผม ผมสาบานได้
“แล้วอย่าคิดนะว่าแค่นี้ฉันจะกลัว....นายเองก็ใช่ว่าจะจูบได้น่าประทับใจนักหรอกซึงฮยอน” ผมทิ้งคำพูดให้มันเจ็บใจเอาไว้อย่างนั้นแล้วก็ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องน้ำทันที ไม่มีทีท่าของคนที่เสียจูบไปเลยสักนิด จูบแรกที่โดนขืนเอาก็เถอะ....ผมเป็นผู้ชายถึงจะรู้สึกเจ็บใจไปบ้างแต่ก็ไม่ใช่เวลาจะมานั่งเพ้อหลงใหล
หรือเสียใจคร่ำครวญ
เห็นทีว่าคราวนี้เราจะกลับมาเป็นเพื่อนกันยากซะแล้ว.....ซึงฮยอน
………………
………………………
“หายไปตั้งนานแหนะ กำลังจะไปตามพอดีเลย” ผมยิ้มให้ฮยอนซึงเพราะความน่ารักที่เขาเองก็เป็นห่วงผมอยู่เหมือนกัน ผมมองดูอาหารบนโต๊ะที่พร่องลงไปอย่างนึกขำ เหตุการณ์ในห้องน้ำไม่มีผลให้ผมต้องเอามาเครียดเลยสักนิด เพราะอาหารที่วางอยู่บนจานของผมไงล่ะ
“ฉันทำเอาไว้ให้....ป้อนมั้ย?” คำถามน่ารักๆถามออกมาแบบนี้ โอกาสที่หายากเหลือเกินของผมอยู่ตรงหน้าแล้วไง....ผมพยักหน้ายิ้มๆกลับไป มือเล็กนั่นก็คว้าจับช้อนซ้อมตักอาหารให้ผมทันที
“กินเยอะๆ....จะได้ตัวโตๆ” อั่ก!....ผมแทบจะสำลักกับคำพูดที่เหมือนแม่ป้อนข้าวลูกอย่างงั้น อยากเป็นแม่คนก็ไม่บอกนะฮยอนซึง....
ผมกระตุกคิ้วกวนๆส่งไปทางโต๊ะที่อยู่ตรงมุมในเกือบสุดของร้าน เห็นมั้ยซึงฮยอน เห็นหรือเปล่าว่าต่อให้นายแกล้งฉันยังไงฉันก็ไม่กลัว
“มองอะไรน่ะ...” ผมรีบดึงตัวเองกลับมาทันทีเมื่อได้ยินที่ฮยอนซึงถาม ผมจะให้ฮยอนซึงเห็นซึงฮยอนไม่ได้
และดูเหมือนซึงฮยอนจะอ่านเกมส์ของผมออก เจ้านั่นยิ้มตอบผมมาหนึ่งทีเหมือนรับคำท้าทายแล้วก็ลุกเดินมาเลยอย่างไม่ทันให้ผมได้วางแผนแก้สถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น...............
“ฮยอนซึง..................”
“ซึง......ซึงฮยอน” เสียงของฮยอนซึงอ่อนลงจนผมรู้สึกเจ็บปวดไปหมด เรียกซึงฮยอนเหมือนคนโหยหากันมานานแบบนั้น...เขาไม่นึกถึงจิตใจผมบ้างเลยรึไง
“คิดถึงนายมากๆเลย....ดูเหมือนเดิมตั้งแต่เด็กจนโตเลยนะเนี่ย” ซึงฮยอนพูดออกมาแบบนั้น แต่สายตากลับจับจ้องมาที่ผมเหมือนสื่อคำพูดนั้นมาให้ผมซะเอง เล่นอะไรของนายอยู่ซึงฮยอน คิดจะทำอะไร?
“อย่าจับนะ!” ผมร้องห้ามเมื่อเห็นมือของซึงฮยอนกำลังจะจับที่แก้มของฮยอนซึง ผมเห็นเขากระตุกยิ้มอย่างผู้มีชัยชนะอยู่เต็มเปี่ยม จะเพราะอะไรถ้าไม่ใช่เพราะฮยอนซึงเองก็เอียงแก้มเข้าหาแบบนั้น
“ทำไมนายไม่ติดต่อพวกเรามาบ้าง รู้มั้ยว่าพวกเราคิดถึงนายมากแค่ไหน” ฮยอนซึงพูดเสียงสั่นๆ ก่อนจะดึงรั้งให้อีกคนร่วมนั่งลงบนโต๊ะโดยที่ผมไม่ได้เต็มใจ แต่เคยบอกแล้วใช่มั้ยว่าผมไม่เคยขัดใจฮยอนซึงเลยสักครั้งนอกจากจะตามใจ อยากได้อะไรผมก็ให้ แต่ขอเรื่องนี้ได้มั้ย ขอได้หรือเปล่า
“อย่าร้องไห้สิ...ฉันขอโทษ” ซ้ำร้ายกว่านั้นเมื่อนิ้วของซึงฮยอนปาดน้ำใสๆที่คลออยู่บนตาของฮยอนซึงออกให้อย่างอ่อนโยน ภาพที่ผมไม่เคยเห็นทั้งๆที่เมื่อก่อนซึงฮยอนแกล้งให้ฮยอนซึงร้องไห้บ่อยๆ ไม่เคยแม้แต่จะปลอบ ไม่เคยจะขอโทษแต่ทำไม................
ผมเบนสายตาละออกจากภาพอันน่าปวดใจนั้น ไม่ไหวแล้วผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะร้องไห้ เพราะภาพบาดตาบาดใจนี้ ฮยอนซึงลืมผมไปซะสนิทเลย
“นายจะกลับมาอยู่ที่นี่เลยใช่มั้ย....” ผมไม่อยากฟังคำตอบ จะอยู่หรือไม่อยู่ผมก็ไม่อยากรับรู้ เพราะถึงยังไงฮยอนซึงก็รักซึงฮยอนอยู่ดี ต่อให้อยู่ที่นี่หรือไม่ก็ตาม
“ฉันจะกลับมาอยู่ที่นี่....อยู่กับพวกนาย” คำสุดท้ายที่เน้นเอาไว้ทำให้ผมต้องตวัดสายตาไปมองอย่างทันที ไม่มีทาง...ฉันไม่มีที่ที่จะให้นายยืนอยู่อีกแล้วซึงฮยอน
“ดีจัง....นายจะแกล้งฉันอีกมั้ย...เหมือนตอนเด็กๆไง” ผมเอามือปาดน้ำตาที่ไหลลงมาอย่างไม่ทันได้รู้ตัวออกลวกๆ ฮยอนซึงพูดทำร้ายจิตใจผมอีกแล้ว โดยที่ไม่รู้ตัวเลยสักนิด แต่คนที่กำลังกุมชัยชนะอยู่กลับยิ้มอย่างสะใจที่เห็นผมพ่ายแพ้ทั้งๆที่ท่าทางของผมก็หยิ่งใส่อย่างไม่ลดละ
“ที่แกล้งน่ะก็เพราะรักรู้มั้ย” พอกันที....ไม่ไหวแล้ว ผมทนต่อไปไม่ไหวแล้ว
“อ๊ะ!...จียงจะไปไหนน่ะ” เสียงร้องถามของฮยอนซึงดังชัดเจนในหัวของผมแต่ผมไม่มีเรี่ยวแรงจะหันกลับไปมองอีก
“ปล่อยเขาไปเถอะ...เดี๋ยวฉันไปส่งนายเอง” ฮยอนซึงหันกลับมามองคนพูดอย่างเขินอาย...คำที่บอกว่ารักน่ะจริงหรือเปล่า ที่แกล้งให้เขาร้องไห้นั่นเพราะรักจริงๆอย่างงั้นใช่มั้ย
คำพูดที่แฝงเอาไว้ของซึงฮยอนเหมือนจงใจจะผ่านแทรกซึมเข้าไปในใจของใครอีกคนอย่างที่เจ้าของของมันไม่รู้ตัว
ที่แกล้งก็เพราะรักรู้มั้ย
....................
............................
....................................
ผมเดินออกจากร้านนั้นมาไกลได้พอสมควรจนเกือบจะถึงที่บ้านแล้วด้วยซ้ำ ผมเดินก้มหน้าไปตลอดทางจนรู้สึกว่ามีแสงของอะไรบางอย่างสาดเข้าที่ตัวของผม จนต้องเงยหน้าขึ้นมอง
รถสปอร์ตสีดำสุดเท่จอดเทียบข้างทางอยู่ตรงหน้าตัวผม ผมหันมองซ้ายขวาหน้าหลัง ว่าผมเผลอเดินไม่มองทางจนออกมาเดินอยู่บนถนนหรือเปล่าก็ไม่ใช่ ทำเอาผมคิ้วขมวดขึ้นเพราะเหมือนเจ้าของรถมันตั้งใจจะกวนส้นผมเท่านั้นเอง คนยิ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่ด้วย อยากมีเรื่องรึไงวะ
“ควอน จียงใช่มั้ย?”
ซึงฮยอนคนนั้นนี่!!!!
เป็นเวรเป็นกรรมอะไรที่ผมจะต้องมาเจอคนที่มีชื่อซ้ำกับหมอนั่นอีก ทำไมทุกครั้งที่ผมจะหนีผมถึงต้องเจออีกนะไม่เข้าใจ
“เดี๋ยวสิ...กำลังจะกลับบ้านหรอ? ฉันไปส่งมั้ย” เสียงเล็กๆเหมือนเด็กนั่นพูดออกมาก่อนที่ผมจะทันเดินผ่านตัวรถไปได้
“ถ้าดูจากชุดนักเรียนแล้วนายควรจะเรียกฉันว่าพี่ไม่ใช่หรอ?” ผมหันไปพูดอย่างเอาเรื่อง....แต่ดูเจ้าเด็กบ้านี่ยังยิ้มกวนโทสะอยู่ได้อีก
“แต่ดูจากลักษณะท่าทางแล้วก็ขนาดตัว...ฉันว่าฉันเหนือกว่านายอยู่นะ” ใครเขาวัดกันตรงนี้วะ ผมชักจะโมโหหนักขึ้นอีกเมื่อต้องมาปะทะวาจากับเด็กบ้านี่
“ถอยไป...อย่ามาขวางฉัน เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างนายฉันไม่อยากมาเสียเวลาด้วย” ตั้งแต่ตอนที่มันฉวยโอกาสกับฮยอนซึงแล้ว ผมยังนึกเคืองอยู่ แล้วนี่อะไรยังจะมาพูดจากวนอารมณ์กันอีก อยากโดนสั่งสอนนักรึไงวะ
“ได้กลิ่นด้วยหรอ...จมูกดีนี่พี่ชาย” ผมกำมือแน่นด้วยความโกรธ หันกลับไปมองเจ้าเด็กบ้านั่นที่ยืนยิ้มกวนๆอยู่ด้วยคำประชดของมัน จะเอายังไงกันแน่
ให้ตายเถอะคนชื่อซึงฮยอนมีอีกกี่คนบนโลกใบนี้ ผมจะไปทำบุญกรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลซะให้หมด จะได้ไม่ต้องมาเจอะมาเจอกันอีก
“แล้วฮยอนซึงเนื้อคู่ของผมไปไหนซะละคับ ทำไมพี่ถึงกลับมาคนเดียว” ว่าไงนะ...เนื้อคู่?
“ใครเป็นเนื้อคู่ของนายนะ” ผมถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามเก็บกดเอาไว้อยู่ ถ้าทนไม่ได้เข้าจริงๆ ไอ้หมอนี่โดนผมต่อยหน้าคว่ำแน่ๆคอยดู
“เมื่อกี้ก็บอกอยู่ว่าฮยอนซึง....พี่ได้ยินว่าอะไรหรอ ผมไม่ได้พูดว่าจียงซักหน่อยนะ”
หมับ!
“ไวเหมือนกันนะเนี่ย...แต่ช้ากว่าผมหน่อยนะคับ” ข้อมือของผมถูกไอ้เด็กบ้านี่คว้าจับเอาไว้ได้ทันก่อนที่ผมจะปล่อยหมัดเข้าใส่ แรงมันเยอะอย่างที่ผมก็ไม่นึกเชื่อสายตาตัวเองเหมือนกัน
ทำไมเดี๋ยวนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองสู้ใครไม่ได้เลย ทำไมเป็นแบบนั้น แล้วอย่างงี้ผมจะปกป้องฮยอนซึงด้วยความภาคภูมิใจได้ยังไง
“ปล่อยสิวะ!” ผมพยายามขืนมือออกจากการเกาะกุมของไอ้เด็กบ้านี่
“เรียกผมว่าซึงรีก่อนสิ ถึงจะปล่อย” อะไรของมันอีก เดี๋ยวชื่อซึงฮยอน เดี๋ยวชื่อซึงรี
“ไม่...ฉันไม่ได้อยากรู้จักกับนาย...ฉันบอกว่าให้ปล่อยฉัน”
“ดื้อแบบนี้สิน่า...พี่ซึงฮยอนถึงได้..................”
“อะไรนะ...พูดบ้าอะไรของนาย...” ผมไม่ได้ยินที่ไอ้เด็กบ้านี่พึมพำเลยสักนิด มันแอบกัดผมหรือเปล่าก็ไม่รู้ เดี๋ยวเถอะ
“เอาน่าๆ...เดี๋ยวฉันไปส่ง ขึ้นรถๆ” มันพยายามลากผมไปขึ้นรถของมันด้วยพละกำลังที่ผมพยายามขืนแล้วแต่ก็ไม่สามารถสู้แรงของมันได้ จนต้องมานั่งกำมืออยู่บนรถให้มันกวนส้นเท้าเล่นๆ แบบนี้
ไม่มีคำพูดใดๆเกิดขึ้นหลังจากนั้น นอกจากการบอกเส้นทางกลับบ้านของผม ไหนๆก็อยากมาส่งใช่มั้ย ดี....ไม่ต้องเหนื่อยเดินไม่ต้องเสียค่ารถด้วย ไม่มีอะไรน่าห่วงมากกว่าฮยอนซึงอีกแล้ว ป่านนี้.......
“ฮยอนซึง...ตอนนี้อยู่ที่ไหน” ผมโทรหาจนฮยอนซึงรับสายแล้ว ผมจึงยิงคำถามแรกออกไปทันที ผมเห็นไอ้เด็กคนนั้นหูผึ่งพร้อมกับหันมามองที่ผม
“อยู่กับซึงฮยอนน่ะ....จียงนายไปไหน ฉันเป็นห่วงนะ” เสียงที่ลอดผ่านมาตามสายทำเอาผมหลับตาซึมซับกับความเป็นห่วงแบบนั้นของฮยอนซึง...แต่นายกำลังอยู่กับซึงฮยอนฉันจะหลับตาลงได้ยังไงกันน่ะ
“อยู่ที่ไหนฉันจะไปรับ” ผมบอกออกไปอย่างรีบร้อน
“ปล่อยเขาไปเถอะ...เดี๋ยวฉันไปส่งนายเอง” ฮยอนซึงหันกลับมามองคนพูดอย่างเขินอาย...คำที่บอกว่ารักน่ะจริงหรือเปล่า ที่แกล้งให้เขาร้องไห้นั่นเพราะรักจริงๆอย่างงั้นใช่มั้ย
คำพูดที่แฝงเอาไว้ของซึงฮยอนเหมือนจงใจจะผ่านแทรกซึมเข้าไปในใจของใครอีกคนอย่างที่เจ้าของของมันไม่รู้ตัว
ที่แกล้งก็เพราะรักรู้มั้ย
....................
............................
....................................
ผมเดินออกจากร้านนั้นมาไกลได้พอสมควรจนเกือบจะถึงที่บ้านแล้วด้วยซ้ำ ผมเดินก้มหน้าไปตลอดทางจนรู้สึกว่ามีแสงของอะไรบางอย่างสาดเข้าที่ตัวของผม จนต้องเงยหน้าขึ้นมอง
รถสปอร์ตสีดำสุดเท่จอดเทียบข้างทางอยู่ตรงหน้าตัวผม ผมหันมองซ้ายขวาหน้าหลัง ว่าผมเผลอเดินไม่มองทางจนออกมาเดินอยู่บนถนนหรือเปล่าก็ไม่ใช่ ทำเอาผมคิ้วขมวดขึ้นเพราะเหมือนเจ้าของรถมันตั้งใจจะกวนส้นผมเท่านั้นเอง คนยิ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่ด้วย อยากมีเรื่องรึไงวะ
“ควอน จียงใช่มั้ย?”
ซึงฮยอนคนนั้นนี่!!!!
เป็นเวรเป็นกรรมอะไรที่ผมจะต้องมาเจอคนที่มีชื่อซ้ำกับหมอนั่นอีก ทำไมทุกครั้งที่ผมจะหนีผมถึงต้องเจออีกนะไม่เข้าใจ
“เดี๋ยวสิ...กำลังจะกลับบ้านหรอ? ฉันไปส่งมั้ย” เสียงเล็กๆเหมือนเด็กนั่นพูดออกมาก่อนที่ผมจะทันเดินผ่านตัวรถไปได้
“ถ้าดูจากชุดนักเรียนแล้วนายควรจะเรียกฉันว่าพี่ไม่ใช่หรอ?” ผมหันไปพูดอย่างเอาเรื่อง....แต่ดูเจ้าเด็กบ้านี่ยังยิ้มกวนโทสะอยู่ได้อีก
“แต่ดูจากลักษณะท่าทางแล้วก็ขนาดตัว...ฉันว่าฉันเหนือกว่านายอยู่นะ” ใครเขาวัดกันตรงนี้วะ ผมชักจะโมโหหนักขึ้นอีกเมื่อต้องมาปะทะวาจากับเด็กบ้านี่
“ถอยไป...อย่ามาขวางฉัน เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างนายฉันไม่อยากมาเสียเวลาด้วย” ตั้งแต่ตอนที่มันฉวยโอกาสกับฮยอนซึงแล้ว ผมยังนึกเคืองอยู่ แล้วนี่อะไรยังจะมาพูดจากวนอารมณ์กันอีก อยากโดนสั่งสอนนักรึไงวะ
“ได้กลิ่นด้วยหรอ...จมูกดีนี่พี่ชาย” ผมกำมือแน่นด้วยความโกรธ หันกลับไปมองเจ้าเด็กบ้านั่นที่ยืนยิ้มกวนๆอยู่ด้วยคำประชดของมัน จะเอายังไงกันแน่
ให้ตายเถอะคนชื่อซึงฮยอนมีอีกกี่คนบนโลกใบนี้ ผมจะไปทำบุญกรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลซะให้หมด จะได้ไม่ต้องมาเจอะมาเจอกันอีก
“แล้วฮยอนซึงเนื้อคู่ของผมไปไหนซะละคับ ทำไมพี่ถึงกลับมาคนเดียว” ว่าไงนะ...เนื้อคู่?
“ใครเป็นเนื้อคู่ของนายนะ” ผมถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามเก็บกดเอาไว้อยู่ ถ้าทนไม่ได้เข้าจริงๆ ไอ้หมอนี่โดนผมต่อยหน้าคว่ำแน่ๆคอยดู
“เมื่อกี้ก็บอกอยู่ว่าฮยอนซึง....พี่ได้ยินว่าอะไรหรอ ผมไม่ได้พูดว่าจียงซักหน่อยนะ”
หมับ!
“ไวเหมือนกันนะเนี่ย...แต่ช้ากว่าผมหน่อยนะคับ” ข้อมือของผมถูกไอ้เด็กบ้านี่คว้าจับเอาไว้ได้ทันก่อนที่ผมจะปล่อยหมัดเข้าใส่ แรงมันเยอะอย่างที่ผมก็ไม่นึกเชื่อสายตาตัวเองเหมือนกัน
ทำไมเดี๋ยวนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองสู้ใครไม่ได้เลย ทำไมเป็นแบบนั้น แล้วอย่างงี้ผมจะปกป้องฮยอนซึงด้วยความภาคภูมิใจได้ยังไง
“ปล่อยสิวะ!” ผมพยายามขืนมือออกจากการเกาะกุมของไอ้เด็กบ้านี่
“เรียกผมว่าซึงรีก่อนสิ ถึงจะปล่อย” อะไรของมันอีก เดี๋ยวชื่อซึงฮยอน เดี๋ยวชื่อซึงรี
“ไม่...ฉันไม่ได้อยากรู้จักกับนาย...ฉันบอกว่าให้ปล่อยฉัน”
“ดื้อแบบนี้สิน่า...พี่ซึงฮยอนถึงได้..................”
“อะไรนะ...พูดบ้าอะไรของนาย...” ผมไม่ได้ยินที่ไอ้เด็กบ้านี่พึมพำเลยสักนิด มันแอบกัดผมหรือเปล่าก็ไม่รู้ เดี๋ยวเถอะ
“เอาน่าๆ...เดี๋ยวฉันไปส่ง ขึ้นรถๆ” มันพยายามลากผมไปขึ้นรถของมันด้วยพละกำลังที่ผมพยายามขืนแล้วแต่ก็ไม่สามารถสู้แรงของมันได้ จนต้องมานั่งกำมืออยู่บนรถให้มันกวนส้นเท้าเล่นๆ แบบนี้
ไม่มีคำพูดใดๆเกิดขึ้นหลังจากนั้น นอกจากการบอกเส้นทางกลับบ้านของผม ไหนๆก็อยากมาส่งใช่มั้ย ดี....ไม่ต้องเหนื่อยเดินไม่ต้องเสียค่ารถด้วย ไม่มีอะไรน่าห่วงมากกว่าฮยอนซึงอีกแล้ว ป่านนี้.......
“ฮยอนซึง...ตอนนี้อยู่ที่ไหน” ผมโทรหาจนฮยอนซึงรับสายแล้ว ผมจึงยิงคำถามแรกออกไปทันที ผมเห็นไอ้เด็กคนนั้นหูผึ่งพร้อมกับหันมามองที่ผม
“อยู่กับซึงฮยอนน่ะ....จียงนายไปไหน ฉันเป็นห่วงนะ” เสียงที่ลอดผ่านมาตามสายทำเอาผมหลับตาซึมซับกับความเป็นห่วงแบบนั้นของฮยอนซึง...แต่นายกำลังอยู่กับซึงฮยอนฉันจะหลับตาลงได้ยังไงกันน่ะ
“อยู่ที่ไหนฉันจะไปรับ” ผมบอกออกไปอย่างรีบร้อน
“ไม่ต้องห่วงนะจียง ซึงฮยอนกำลังจะไปส่งฉันที่บ้าน....จียงนายอยู่ที่ไหนบอกฉันหน่อยได้มั้ย” กำลังจะไปส่งที่บ้านงั้นหรอ....แผนสูงนี่
“ฉันจะรออยู่ที่บ้านนะ....แค่นี้แหละ” ผมอารมณ์เสียขึ้นมาอีกครั้งทันทีที่นึกถึงหน้าไอ้หมอนั่น ให้ตายเถอะผมจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้นะ
“นายสองคนทำเหมือนเป็นคนรักกันเลยนะเนี่ย”
ผมจะเกลียดคนที่ชื่อซึงฮยอนทุกคนบนโลกใบนี้ โทษฐานที่ล่วงรู้อะไรมากเกินความจำเป็น ร่วมทั้งไอ้เด็กบ้านี่ที่ผมยังไม่รู้เลยว่ามันเป็นใครมาจากไหนแต่กลับมาเดารู้จนได้ว่าผมรู้สึกอะไรกับฮยอนซึงถึงแม้จะไม่ได้รู้ชัดเจนนักก็ตามเถอะ
“จอดตรงนี้แหละ” รถสปอร์ตสีดำจอดสนิทลงตามที่ผมบอก ง่ายดายซะจนผมเองอยากจะนึกขอบคุณ มันอยู่เหมือนกันที่ไม่กวนให้ผมหัวเสียอีก
“อยู่กันสองคนหรอ?”
“อย่ายุ่งได้มั้ย” ผมว่าแล้วก็เปิดประตูลงจากรถไปเลยทันที แต่ไอ้เด็กตัวเล็กนี่ก็วิ่งมาคว้าแขนผมไว้ได้ก่อน
“เป็นผู้ใหญ่นักรึไงเนี่ย...ทำไมไม่รู้จักขอบคุณสักคำ คนเรานะ....” มันพูดจากระแนะกระแหนผมให้อับอาย เหมือนหลอกด่าว่าเป็นผู้ใหญ่แต่ไม่รู้จักมารยาทที่คนในสังคมพึงควรจะมีเป็นอย่างมาก
“ขอบใจ!....พอใจแล้วก็กลับไปซะ” ผมได้ยินเสียงถอนหายใจดังออกมาแต่ก็ไม่อยากจะหันกลับไปมองอีก แต่เพราะเสียงรถยนต์ที่จอดเงียบลงอีกคันนั่นต่างหากที่เรียกให้ผมต้องหันกลับไปมองอย่างเสียไม่ได้
“ฮยอนซึง!” ใช่ฮยอนซึงจริงๆที่กำลังลงมาจากรถสปอร์ตเหมือนกันแต่ผิดกันตรงสีแล้วก็ลูกเล่นของรถ
ซึงฮยอนสองคนที่ผมเกลียดขี้หน้าที่สุดในตอนนี้ มายืนประจันหน้ากันตรงหน้าบ้านผม หัวใจของผมกรีดร้องอย่างเจ็บปวด ก็คงไม่มีใครรับรู้และได้ยินเลยสินะ
“พี่ซึงฮยอน!....” ไม่ใช่เสียงของผม และแน่นอนว่าไม่ใช่เสียงของฮยอนซึงด้วย แล้วใคร?
“นายมาทำอะไรที่นี่....” ผมเห็นซึงฮยอนหันไปถามไอ้เด็กบ้านั่น
“ผมมาส่งคนดื้อนู้นน่ะ” คำพูดของมันทำเอาผมจี๊ดอย่างทนไม่ได้ คนดื้องั้นหรอ มันเห็นเขาเป็นเด็กรึยังไงกัน
“มาส่งจียงงั้นหรอ?” ซึงฮยอนถามเสียงสูง พร้อมคิ้วที่ขมวดเข้ามองคนเป็นลูกพี่ลูกน้องอย่างพิจารณา
“ไม่พอใจรึไงคับคุณพี่ซึงฮยอน....” เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น....ผมชักจะปวดหัวแล้วนะ วันนี้มันวันอาเพสอะไรนัก ทำไมถึงมีแต่เรื่องตั้งแต่เช้ายันจะเที่ยงคืนแบบนี้
“ซึงฮยอน...รู้จักกันด้วยหรอ” คำถามที่ไม่รู้ว่าฮยอนซึงถามใคร เพราะคนทั้งสองนั่นดันชื่อเหมือนกันซะจนเรียกอีกคนนึงแต่อีกคนก็หันกลับมาด้วย
“เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของฉัน” ซึงฮยอนคนพี่เป็นคนตอบ
“คงจะงงสินะ...ฮยอนซึงเรียกฉันว่าซึงรีก็ได้นะ” ผมเห็นฮยอนซึงพยักหน้าตามไอ้เด็กคนนั้น อ๋อที่ให้เรียกว่าซึงรีเพราะชื่อเหมือนกันนี่เองสินะ บ้าไปแล้วรึไงทำไมถึงตั้งชื่อว่าซึงฮยอนเหมือนกันน่ะ
ว่าแต่ไอ้เด็กบ้านี่เป็นลูกพี่ลูกน้องของซึงฮยอนงั้นหรอ ไม่เคยรู้ว่าซึงฮยอนจะมีญาติกวนประสาทแบบนี้เลยให้ตายสิ ทั้งพี่ทั้งน้องเลย ผมเกลียดที่สุด
“พวกนายกลับไปได้แล้ว....” ผมพูดออกไปแค่นั้นทุกคนก็เงียบกริบกันไปหมด ฮยอนซึงมองหน้าผมอย่างไม่เข้าใจในน้ำเสียงที่ผมเปล่งออกไป อารมณ์ของผมกำลังจะเสียหนักกว่าเดิมถ้าทุกคนยังยืนอยู่ตรงนี้อีก
“ฮยอนซึงเข้าบ้านได้แล้ว...” ผมดุนหลังให้ฮยอนซึงเข้าบ้านไปอย่างทุลักทุเลเพราะเจ้าตัวเอาแต่ชายตามองหาซึงฮยอนอย่างอาลัย มันจะอะไรกันนักกันหนาอย่าทำให้ฉันหมดความอดทนได้มั้ย
“แต่............”
“ไม่มีแต่.........” เป็นครั้งแรกที่ผมพูดขัดใจฮยอนซึงออกไป เจ้าตัวถึงได้หน้างอเข้าบ้านไปด้วยอารมณ์นั้น ผมถอนหายใจที่เผลอพูดน้ำเสียงแบบนั้นกับฮยอนซึง กำลังจะปิดประตูบ้านได้อยู่แล้วแต่มีมือมาดันเอาไว้ซะก่อน
ผมเงยหน้ามองเจ้าของมือนั่นอย่างท้าทายตามนิสัยของผมที่ไม่เคยยอมแพ้
“อย่าลืมเก็บจูบของฉันไปฝันด้วยนะ....อ้อ! แล้วอย่าเผลอไปจูบฮยอนซึงเข้าล่ะรู้มั้ย เดี๋ยวเขาจะตกใจ”
ผมตั้งใจจะปล่อยหมัดเข้าไปที่หน้าหล่อๆนั่นสักทีแต่ก็แพ้หมดรูปอีกครั้งเมื่อถูกเอาคืนด้วยการที่มือถูกกุมมือไว้แล้วจุมพิตด้วยริมฝีปากนั่น ผมสั่นขึ้นมาด้วยความโกรธแต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไร รถทั้งสองคันก็เคลื่อนตัวออกจากบ้านผมไปอย่างไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้อีกนอกจากความอุ่นร้อนที่หลังมือของผม
ฉันจะเอาคืนนายแน่ชเว ซึงฮยอน....
To Be Con.
....................
“ฉันจะรออยู่ที่บ้านนะ....แค่นี้แหละ” ผมอารมณ์เสียขึ้นมาอีกครั้งทันทีที่นึกถึงหน้าไอ้หมอนั่น ให้ตายเถอะผมจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้นะ
“นายสองคนทำเหมือนเป็นคนรักกันเลยนะเนี่ย”
ผมจะเกลียดคนที่ชื่อซึงฮยอนทุกคนบนโลกใบนี้ โทษฐานที่ล่วงรู้อะไรมากเกินความจำเป็น ร่วมทั้งไอ้เด็กบ้านี่ที่ผมยังไม่รู้เลยว่ามันเป็นใครมาจากไหนแต่กลับมาเดารู้จนได้ว่าผมรู้สึกอะไรกับฮยอนซึงถึงแม้จะไม่ได้รู้ชัดเจนนักก็ตามเถอะ
“จอดตรงนี้แหละ” รถสปอร์ตสีดำจอดสนิทลงตามที่ผมบอก ง่ายดายซะจนผมเองอยากจะนึกขอบคุณ มันอยู่เหมือนกันที่ไม่กวนให้ผมหัวเสียอีก
“อยู่กันสองคนหรอ?”
“อย่ายุ่งได้มั้ย” ผมว่าแล้วก็เปิดประตูลงจากรถไปเลยทันที แต่ไอ้เด็กตัวเล็กนี่ก็วิ่งมาคว้าแขนผมไว้ได้ก่อน
“เป็นผู้ใหญ่นักรึไงเนี่ย...ทำไมไม่รู้จักขอบคุณสักคำ คนเรานะ....” มันพูดจากระแนะกระแหนผมให้อับอาย เหมือนหลอกด่าว่าเป็นผู้ใหญ่แต่ไม่รู้จักมารยาทที่คนในสังคมพึงควรจะมีเป็นอย่างมาก
“ขอบใจ!....พอใจแล้วก็กลับไปซะ” ผมได้ยินเสียงถอนหายใจดังออกมาแต่ก็ไม่อยากจะหันกลับไปมองอีก แต่เพราะเสียงรถยนต์ที่จอดเงียบลงอีกคันนั่นต่างหากที่เรียกให้ผมต้องหันกลับไปมองอย่างเสียไม่ได้
“ฮยอนซึง!” ใช่ฮยอนซึงจริงๆที่กำลังลงมาจากรถสปอร์ตเหมือนกันแต่ผิดกันตรงสีแล้วก็ลูกเล่นของรถ
ซึงฮยอนสองคนที่ผมเกลียดขี้หน้าที่สุดในตอนนี้ มายืนประจันหน้ากันตรงหน้าบ้านผม หัวใจของผมกรีดร้องอย่างเจ็บปวด ก็คงไม่มีใครรับรู้และได้ยินเลยสินะ
“พี่ซึงฮยอน!....” ไม่ใช่เสียงของผม และแน่นอนว่าไม่ใช่เสียงของฮยอนซึงด้วย แล้วใคร?
“นายมาทำอะไรที่นี่....” ผมเห็นซึงฮยอนหันไปถามไอ้เด็กบ้านั่น
“ผมมาส่งคนดื้อนู้นน่ะ” คำพูดของมันทำเอาผมจี๊ดอย่างทนไม่ได้ คนดื้องั้นหรอ มันเห็นเขาเป็นเด็กรึยังไงกัน
“มาส่งจียงงั้นหรอ?” ซึงฮยอนถามเสียงสูง พร้อมคิ้วที่ขมวดเข้ามองคนเป็นลูกพี่ลูกน้องอย่างพิจารณา
“ไม่พอใจรึไงคับคุณพี่ซึงฮยอน....” เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น....ผมชักจะปวดหัวแล้วนะ วันนี้มันวันอาเพสอะไรนัก ทำไมถึงมีแต่เรื่องตั้งแต่เช้ายันจะเที่ยงคืนแบบนี้
“ซึงฮยอน...รู้จักกันด้วยหรอ” คำถามที่ไม่รู้ว่าฮยอนซึงถามใคร เพราะคนทั้งสองนั่นดันชื่อเหมือนกันซะจนเรียกอีกคนนึงแต่อีกคนก็หันกลับมาด้วย
“เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของฉัน” ซึงฮยอนคนพี่เป็นคนตอบ
“คงจะงงสินะ...ฮยอนซึงเรียกฉันว่าซึงรีก็ได้นะ” ผมเห็นฮยอนซึงพยักหน้าตามไอ้เด็กคนนั้น อ๋อที่ให้เรียกว่าซึงรีเพราะชื่อเหมือนกันนี่เองสินะ บ้าไปแล้วรึไงทำไมถึงตั้งชื่อว่าซึงฮยอนเหมือนกันน่ะ
ว่าแต่ไอ้เด็กบ้านี่เป็นลูกพี่ลูกน้องของซึงฮยอนงั้นหรอ ไม่เคยรู้ว่าซึงฮยอนจะมีญาติกวนประสาทแบบนี้เลยให้ตายสิ ทั้งพี่ทั้งน้องเลย ผมเกลียดที่สุด
“พวกนายกลับไปได้แล้ว....” ผมพูดออกไปแค่นั้นทุกคนก็เงียบกริบกันไปหมด ฮยอนซึงมองหน้าผมอย่างไม่เข้าใจในน้ำเสียงที่ผมเปล่งออกไป อารมณ์ของผมกำลังจะเสียหนักกว่าเดิมถ้าทุกคนยังยืนอยู่ตรงนี้อีก
“ฮยอนซึงเข้าบ้านได้แล้ว...” ผมดุนหลังให้ฮยอนซึงเข้าบ้านไปอย่างทุลักทุเลเพราะเจ้าตัวเอาแต่ชายตามองหาซึงฮยอนอย่างอาลัย มันจะอะไรกันนักกันหนาอย่าทำให้ฉันหมดความอดทนได้มั้ย
“แต่............”
“ไม่มีแต่.........” เป็นครั้งแรกที่ผมพูดขัดใจฮยอนซึงออกไป เจ้าตัวถึงได้หน้างอเข้าบ้านไปด้วยอารมณ์นั้น ผมถอนหายใจที่เผลอพูดน้ำเสียงแบบนั้นกับฮยอนซึง กำลังจะปิดประตูบ้านได้อยู่แล้วแต่มีมือมาดันเอาไว้ซะก่อน
ผมเงยหน้ามองเจ้าของมือนั่นอย่างท้าทายตามนิสัยของผมที่ไม่เคยยอมแพ้
“อย่าลืมเก็บจูบของฉันไปฝันด้วยนะ....อ้อ! แล้วอย่าเผลอไปจูบฮยอนซึงเข้าล่ะรู้มั้ย เดี๋ยวเขาจะตกใจ”
ผมตั้งใจจะปล่อยหมัดเข้าไปที่หน้าหล่อๆนั่นสักทีแต่ก็แพ้หมดรูปอีกครั้งเมื่อถูกเอาคืนด้วยการที่มือถูกกุมมือไว้แล้วจุมพิตด้วยริมฝีปากนั่น ผมสั่นขึ้นมาด้วยความโกรธแต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไร รถทั้งสองคันก็เคลื่อนตัวออกจากบ้านผมไปอย่างไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้อีกนอกจากความอุ่นร้อนที่หลังมือของผม
ฉันจะเอาคืนนายแน่ชเว ซึงฮยอน....
To Be Con.
....................

สนุกอีกแล้วววววววว
สนุกทุกเรื่องเลยนะคระ....เป็นกำลังใจให้คนเขียนเสมอออน้า~
เขียนต่อเรื่อยๆนะคะ จะมาอ่านอย่างนี้เรื่อยๆๆๆๆเลยล่ะจร้า
ขอให้คนเขียนแฮปปี้ๆๆๆ เหมือนคนอ่านด้วยนา....
#1 By jaja~ (222.123.18.146) on 2008-07-11 23:18