[Fic] I’m A Man [Ch.4] (Temp*GD)
posted on 04 Aug 2008 00:51 by bojae-shinki
Chapter: 4
Author: Shin-Dragon
Paring: Tempo*G-dragon
Genre: Drama
Rate: PG-13 - NC-17
“เฮ้ย!......นาย”
ผมได้ยินเหมือนมีใครเรียกผม แต่อารมณ์นั้นผมไม่นึกจะหันไปมองเสียงที่เรียกผมเลยสักนิด จนร่างนั้นวิ่งเข้ามาฉุดตัวผมที่กำลังบ้าคลั่งออกจากเสาไฟฟ้าที่มีรอยเลือดจากหลังมือของผมติดอยู่
“อย่ามายุ่ง!!” ผมปัดมือของเขาออกอย่างแรงแล้วลุกขึ้นเดินตากฝนต่อไปอย่างไม่มีจุดหมาย ภาพในหัวของผมมีแต่ฮยอนซึงที่เข้าไปถามซึงฮยอนด้วยความเป็นห่วง ก็เข้าใจหรอกที่เขาต้องทำอย่างนั้น แต่มันหงุดหงิดและก็ยิ่งทำให้ผมเกลียดซึงฮยอนมากขึ้นไปอีก ผมยิ้มเยาะให้ตัวเองด้วยความน่าสมเพชที่แพ้ไอ้หมอนั่นอีกแล้ว ไหนว่าจะเอาคืนไง ทำไมถึงกลายเป็นว่าโดนปั่นหัวซะเอง
“นั่นนายจะไปไหนน่ะ....จียง” ไอ้บ้านี่ยังเดินตามผมมาอยู่อีกรึไง แล้วมันเป็นใครถึงได้รู้จักชื่อของผม ในนาทีนั้นเองที่ผมหันกลับมาเพราะอยากจะด่าให้อีกสักทีว่าอย่าเสือกเรื่องของคนอื่นแต่......................มันกลับเป็นแค่เสียงแผ่วเบาดังออกมาจากริมฝีปากที่เริ่มสั่นของผมเท่านั้น
“โจ ซองมิน”
.............
...............
.....................
“ชกเข้าไปได้ยังไง มือพังหมด” เสียงนั้นว่าให้ผม พร้อมกับที่พันแผลให้อย่างสวยงาม ไม่อยากเชื่อว่าหน้าอย่างหมอนี่จะพันผ้าพันแผลได้สวยกว่าที่ฮยอนซึงเคยทำแผลให้ผมซะอีก ผมมองมือตัวเองอยู่อย่างนั้นโดยที่ไม่มีความรู้สึกเจ็บเลยสักนิด เพราะส่วนที่มันเจ็บที่สุดไม่ได้อยู่ตรงนี้ มันอยู่ที่ใจมากกว่า ผมละสายตาจากแผลที่มือแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างห้องของคนที่พาผมมาอย่างเลื่อนลอย ถึงตอนนี้ฝนก็ยังคงเทกระหน่ำลงมาไม่หยุด ฮยอนซึงคงออกไปโรงเรียนพร้อมกับไอ้หมอนั่นแล้วล่ะมั้ง
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่า...บอกพี่ได้นะเว้ย” ซองมินยื่นผ้าขนหนูมาให้ผมเช็ดตัว ผมรับมาพร้อมกับยิ้มเยาะออกมาเบาๆครั้งนึง นึกขำกับคำพูดเห็นใจของญาติห่างๆ ที่ไม่รู้ว่าย้ายเข้ามาอยู่ที่โซลตั้งแต่เมื่อไหร่
“ขอต่อยนายสักทีได้มั้ยล่ะ” ผมชักจะหมั่นไส้ทรงผมกับการแต่งตัวที่เรียกได้ว่าแนว....ไหน? ของมันจริงๆ และคงเพราะผมทำสีหน้าขึงขังล่ะมั้ง เจ้านั่นถึงกลับต้องผงะถอยหลังออกไปทันที
“นายยังต่อยหนักเหมือนเดิมมั้ยล่ะ....ฉันยังจำที่นายต่อยซึงฮยอนได้นะเว้ย เลือดกลบปากเลย บ้าจริง!” ความทรงจำในตอนเด็กนี่มันช่างมากมายเหลือเกินจริงๆ อยู่กับใครผมก็ต้องพลอยนึกภาพในอดีตย้อนตามทุกครั้ง แม้กระทั่งญาติห่างๆที่เมื่อก่อนก็เล่นอยู่ด้วยกันแต่ไม่ได้สนิทเท่ากับเราสามคน ความทรงจำในตอนนั้นแม้แต่นายก็ยังจำมันได้ด้วยหรอ?
“อย่าพูดชื่อนี้ได้มั้ย...เดี๋ยวฉันก็ต่อยนายแทนไอ้หมอนั่นหรอก” ซองมินมองด้วยความแปลกใจ อดไม่ได้เลยต้องถามออกมาตรงๆ
“อย่าบอกนะว่านายมีเรื่องกับซึงฮยอนน่ะ…อ้อ! จริงสิได้ข่าวว่าเจ้านั่นกลับมาแล้วนี่” กะอีแค่กลับมาประเทศบ้านเกิดทำไมคนนั้นคนนี้จะต้องรับรู้มากมายขนาดนั้น แม้แต่ซองมินที่ไม่รู้ว่ามาอยู่ที่โซลตั้งแต่เมื่อไหร่ยังรู้เรื่องของไอ้หมอนั่นอีกหรอ.... ซองมินสังเกตเห็นจียงเมินหน้าหนีพร้อมกับกัดปาก มือกำแน่นก็ทำให้รู้คำตอบเอาได้โดยไม่ต้องเดา
“นายสองคนเป็นเพื่อนรักกันไม่ใช่รึไง” หึ! แทบจะฆ่ามันทิ้งได้แบบนี้เค้าเรียกว่ารักรึเปล่าล่ะ
“ไม่ใช่หรอกหรอ?” ซองมินทวนถามผมอีกทีเมื่อเห็นสีหน้าที่บอกคำตอบอยู่แล้วว่าผมกับซึงฮยอนจะไม่ใช่เพื่อนรักในสมัยเด็กกันอีกต่อไป
“จียง....นายรู้มั้ยว่าทำไมวันนั้นซึงฮยอนถึงยอมตัดสินใจไปอยู่ที่ต่างประเทศ ทั้งๆที่มันเคยบอกฉันว่ามันจะไม่ทิ้งพวกนายไปไหน” คำพูดของซองมินกำลังทำให้ผมหวั่นไหว อะไรบางอย่างในจิตใจกำลังร้อนรน เรื่องในสมัยเด็กระหว่างผมกับซึงฮยอนมันลึกลับซับซ้อนวุ่นวายซะจนผมเริ่มจะกลัวกับความรู้สึกของตัวเองบ้างแล้ว
“นายกำลังพูดอะไร?” ผมถามออกไปทั้งๆที่ใจของผมกำลังระแวงในสิ่งที่จะได้รับรู้จากปากของซองมิน
ตึ่ก
ตึ่กๆ
“ซึงฮยอน บอกฉันว่า............”
.........................
.....................................
“กลับมาแล้ว....” ผมเดินโซซัดโซเซอย่างคนไม่มีแรงกลับเข้ามาที่บ้าน มือของผมยังมีผ้าพันแผลสีขาวที่ซึมไปด้วยเลือดสีแดงประปราย บ่งบอกให้รู้ว่าเจ็บเอาการเหมือนกัน แต่ผมไม่อยากจะทำให้ตัวเองสนใจที่แผลมากกว่าปกติ เพราะมันจะยิ่งทำให้นึกถึงต้นตอของเรื่องที่ทำให้ผมต้องบ้าคลั่งไปอาละวาดลงกับเสาไฟฟ้าแบบนั้น
“หายไปทั้งวันเลยนะ” เสียงนี้
“ไอ้!!!” คำเดียวที่ผมไม่คิดว่ามันจะออกมาจากปาก เมื่อพบว่าเสียงที่คุ้นเคยนั้นมันก็คือคนที่ทำให้ผมเกลียดขี้หน้าอยู่นั่นเอง บอกผมอีกทีได้มั้ยว่าเมื่อก่อนผมกับมันเคยเป็นเพื่อนรักกัน ทำไมตอนนี้ผมแทบไม่อยากจะเหลือความทรงจำนั่นเลย ในนาทีนี้ผมมีแค่คำว่าเกลียดจริงๆ
“แล้วนั่นไปโดนอะไรมา” น้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนตกใจเมื่อมองมาที่มือของผม ถามเหมือนเป็นห่วง...แต่จะมาห่วงให้ได้อะไรล่ะ
“นายมาทำอะไรที่นี่...ทำไมไม่กลับบ้านไปซะ” ถามออกไปได้ยังไง ที่มันต้องมาอยู่ที่นี่ก็คงเพราะฮยอนซึงอยากให้อยู่ด้วยนั่นน่ะแหละ อยากจะฟังคำตอบที่มันฟังแล้วปวดใจเป็นอีกเท่าตัวรึยังไงวะควอน จียง
“รอนาย....” ผมจำต้องเงยหน้ามองมันด้วยความรู้สึกแปลกใจ ในสิ่งที่มันตอบออกมาโดยไม่คิดจะลังเลเลยสักนิด
“จำเป็นอะไรต้องมารอฉัน” ผมพูดอย่างเฉยชาแล้วจงใจเดินผ่านหน้าโดยไม่คิดจะสนใจ แต่มันกลับจับเข้าที่มือของผมที่มีผ้าพันแผลพันเอาไว้อยู่
“มือไปโดนอะไรมา!”
“อย่ามาถามเพราะนายไม่จำเป็นต้องรู้”
“จียง!!...ฉันถามว่ามือไปโดนอะไรมา?” ก็แล้วจะมาตะคอกกันทำไมวะ จะให้บอกว่าเพราะฉันอยากต่อยหน้านายให้สาแก่ใจแต่ทำไม่ได้จนต้องไปลงกับเสาไฟฟ้าอย่างงั้นน่ะหรอ...ไม่พูดเว้ย ไม่พูด!!
“ปล่อย....” ผมพูดได้แค่นั้นจริงๆ
“เลือดมันออกอีกแล้ว...นายต้องทำแผลใหม่” แมร่ง....ยุ่งจังเว้ย!
“ฉันทำของฉันเองได้...อย่ามายุ่ง!!” ผมสะบัดมือออกอย่างแรงก่อนที่ตัวของผมจะเซล้มลงไปนอนกับพื้น เหตุการณ์มันเกิดขึ้นโดยไม่ทันจะตั้งตัวผมถึงได้พลาดท่าลงไปนอนหมดแรงต่อหน้ามันอย่างนี้
“จียง!!” ขอร้องล่ะผมเกลียดน้ำเสียงทุ้มๆที่ฟังแล้วดูท่าทางจะเป็นห่วงเป็นใยนี่เหลือเกิน
“อย่ามาจับ...ฉันลุกเองได้” ผมปัดมือที่หวังดี(มั้ง)ออก แล้วพยายามพยุงตัวเองลุกขึ้น แต่ทำไมไม่รู้มันถึงไม่มีเรี่ยวแรงจะยันกายขึ้นเอาซะเลย แรงหดหายไปไหนหมดวะ
“อย่ามาอวดเก่งหน่อยเลย...แค่จะลุกขึ้นนั่งยังไม่มีปัญญาลุก....มานี่!!” แล้วมันก็ไม่รอให้ผมได้พูดอะไรอีก ร่างทั้งร่างของผมถูกอุ้มช้อนตัวขึ้นในท่าที่ผู้ชายแมนๆสักคนอุ้มผู้หญิง ให้ตายเถอะผมเกลียดท่าทางแบบนี้ที่สุดเลย มันจะเป็นอะไรที่ดีกว่านี้มากถ้าผมเป็นคนที่อุ้มเอง ไม่ใช่คนถูกอุ้มแบบนี้
“ปล่อยฉันนะเว้ย...ซึงฮยอน บอกให้ปล่อยไงวะ” ผมไม่ได้ดิ้นอย่างที่ใครๆอาจจะจินตนาการเอาไว้ เพราะเรี่ยวแรงของผมไม่มีแม้กระทั่งปัญญาจะลุกขึ้นอย่างที่มันว่าจริงๆ แต่ก็ใช่ว่าผมจะต้องยอมให้มันอุ้มอยู่แบบนี้นี่ ปากมีก็สั่งออกไปสิ
“นายไม่สบายมากรู้ตัวหรือเปล่า ตากฝนมาใช่มั้ย” ผีเข้ารึไงทำไมต้องมาทำเหมือนเป็นห่วงกันมากขนาดนั้นด้วย มันเห็นผมเป็นฮยอนซึงอยู่รึไง
เออว่าแต่ว่าฮยอนซึงหายไปไหนทำไมผมถึงไม่เห็นเขาเลยตั้งแต่ที่กลับมาถึงบ้าน
“ฮยอนซึงหายไปไหน” ผมลืมเรื่องเคืองขุ่นใจที่มันอุ้มผมอยู่ไปซะเฉยๆ พอมานึกถึงฮยอนซึงแล้วผมกลับหงุดหงิดกว่าเดิมที่ไม่เห็นหน้าของฮยอนซึงอย่างทุกวัน
“ออกไปซื้อของข้างนอก” ว่าไงนะ!!
“นายปล่อยเขาออกไปข้างนอกคนเดียวอย่างงั้นหรอ....บ้าที่สุด! ปล่อยนะ ฉันจะไปหาเขา” ผมพยายามตะเกียกตะกายจะลงไปยืนตามเดิมแต่มันกลับรัดตัวผมไว้แน่นอย่างกับผมเป็นแค่ตุ๊กตาเบาๆตัวหนึ่ง ช่วยสำนึกได้มั้ยว่านายกำลังอุ้มผู้ชายอยู่
“เป็นห่วงกันมากขนาดนั้นเชียว ฮยอนซึงนี่โชคดีจังเลยนะ ที่มีทั้งเพื่อนรักและคนที่รักเพื่อนอยู่ในคนๆเดียวกัน คุ้มจริงๆ” คำพูดของมันทำเอาผมโมโหเดือดขึ้นอีกครั้งไอ้รอยแดงตรงมุมปากที่ผมฝากไว้เมื่อเช้ามันคงจะจางไปสินะถึงเรียกร้องอย่างจะซ้ำรอยเดิมอีก
“ปากนายมัน.........” ผมเกลียดตัวเองที่ไม่สามารถต้านแรงของมันได้ทั้งๆที่ขืนดิ้นจะลงไปต่อสู้กับมันเอาอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้ แต่กลับทำไม่ได้อย่างที่ใจคิด
“ติดใจล่ะสิใช่มั้ย ฉันพร้อมจะจูบนายได้อีกทุกเมื่อเลยนะ สนใจรึเปล่า....จียง”
“ชเว ซึงฮยอน ฉันสาบานได้เลยว่าฉันจะไม่มีวันแพ้นายอีกเป็นอันขาด นับแต่นาทีนี้เป็นต้นไป” พูดจบผมก็กัดเข้าที่หัวไหล่กำยำนั่นทันที
“โอ๊ยยยย......นาย!!” ได้ผลเกินคาดนอกจากผมจะเป็นอิสระแล้ว ผมยังทำให้มันเจ็บปวดได้อีกแม้จะไม่มากมายอะไรเลยก็ตาม
“ทำไม?” ผมฝืนร่างกายตัวเองยืนสู่หน้ากับมันอย่างท้าทาย
“หมาบ้า”
นั่นเป็นคำพูดที่ผมควรจะได้รับหรอ?
“นายน่ะแหละที่เป็นหมาบ้า...นายตั้งใจจะทำอะไรของนายกันแน่ ปั่นหัวฉัน ตลบตะแลงสารพัดต่อหน้า
ฮยอนซึง นายตั้งใจจะทำลายความรักของฉัน ถึงมันจะเป็นสิ่งที่ไม่ควรก็ตามแต่ฉันก็ไม่เคยเห็นแก่ตัว ความลับมันก็คือความลับ ถ้านายไม่มาวุ่นวายมันก็จะถูกเก็บอยู่ในนี้...” ผมพูดทุกอย่างออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจ มือข้างที่เจ็บทุบลงที่หน้าอกบอกให้รู้ว่าในนี้คือที่ที่มีหัวใจ แรงไปซะจนผ้าพันแผลสีขาวเริ่มเปียกชุ่มไปด้วยเลือดอีกครั้ง
“นายจะปฏิเสธรึไงว่านายไม่เคยหวังจะได้อะไรจากฮยอนซึงเลย...คงไม่ดีขนาดนั้นมั้ง” มันยังพูดจาดูถูกผมอย่างไม่หยุดหย่อน ยิ่งฟังก็ยิ่งเจ็บเพราะผมก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆนั่นแหละ เพราะผมมันคนโลภมากผมอยากให้ฮยอนซึงรักผม มองแต่ผมคนเดียวไม่ใช่ไอ้บ้าที่ยืนประจานความชั่วช้าของผมอยู่ปาวๆแบบนี้
“ซึงฮยอน.....นาย!!” ผมตั้งใจจะพุ่งเป้าไปที่ใบหน้ากวนประสาทนั่นแต่อยู่ๆก็รู้สึกดับวูบไป พร้อมกับร่างที่ล้มลงในอ้อมแขนนั้นทันที
“ชิท!!......ไม่สบายหนักขนาดนี้ยังจะอวดเก่งอีก” ร่างสูงสบถอย่างอารมณ์เสียเมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนจากร่างกายที่สูงขึ้นเรื่อยๆ คงต้องจัดการอะไรสักหน่อยแล้วล่ะ
....................
............................
คอนวีเนี่ยน
“อ้ะ!...อันนั้นไม่ต้องหรอกซึงรีที่บ้านยังเหลืออยู่น่ะ” เด็กหนุ่มหน้าหวานร้องบอกเมื่อเห็นคนที่เป็นธุระพามาซื้อของกำลังจะหยิบของใช้มากมายลงในรถเข็น
“งั้น....เราไปดูของกินกันมั่งเหอะ ผมชักจะหิวขึ้นมาแล้วสิ” คนฟังได้แต่ส่ายหน้าให้ด้วยความรู้สึกเอ็นดู ซึงรีทำตัวเป็นผู้ใหญ่แต่ความจริงแล้วก็เด็กดีๆนี่เองแหละนะ
“อื้ม!!...ป่านนี้จียงคงกลับมาแล้ว ฉันเป็นห่วงว่าถ้ากลับไปเจอซึงฮยอน มันจะเกิดเรื่องขึ้นอีก” ซึงรีพยักหน้าตาม ก็คงถ่วงเวลาให้อยู่ด้วยกันมากกว่านี้ไม่ได้หรอกนะ ดูท่าว่าฮยอนซึงจะรักจะห่วงจียงอยู่เหมือนกัน แต่จริงๆแล้วมันก็เพื่อตัวของพี่ซึงฮยอนเองทั้งหมดไม่ใช่หรอ?
เขาก็คงต้องคอยดูต่อไปเรื่อยๆว่าพี่ซึงฮยอนจะทำอะไร....ระหว่างจียงและฮยอนซึง แท้จริงแล้วพี่
ซึงฮยอนมีใจให้ใครกันแน่?
“อ้าว!...ซึงฮยอนน้อย” หือ?...ใครเรียกผมแบบนี้ คุ้นๆแฮะ
“พี่จีเฮ...” ทันทีที่หันกลับมาก็พบกับสาวสวยที่คุ้นหน้าคุ้นตาดีสำหรับตระกูลชเว
“ใครหรอ?” ฮยอนซึงแอบกระซิบถามใกล้ๆ เล่นเอาคนถูกถามกลั้นยิ้มไม่ไหว แอบคิดเล่นๆว่าหวงได้มั้ยอ่ะ
“พี่คิม จีเฮ คู่หมั้นพี่ซึงฮยอนน่ะ”
คู่หมั้น!
ซึงฮยอนมีคู่หมั้นแล้ว!!
“นี่...พี่ชายเราอ่ะทำพี่แสบมากเลยนะอยู่ๆก็บอกว่าติดธุระแล้วก็ให้พี่กลับบ้านเองน่ะ ป่านนี้ยังไม่เจอตัวเลยโทรไปก็ไม่ยอมรับสายว่าจะเอาเรื่องสักหน่อย....บ้าจริงๆ” สาวสวยยังยืนบ่นงึมงำเล่นๆ ทำหน้าตาเคืองโกรธแต่ก็ดูไม่จริงจังอะไรนัก เรียกเสียงหัวเราะของซึงรีได้ถนัดเพราะเขารู้ดีว่าระหว่างพี่ทั้งสองคนถูกจับให้เป็นคู่หมั้นกันก็จริงแต่ต่างคนต่างไม่ได้มีใจให้กันเลยสักนิด......แล้วพี่จีเฮเองก็ไม่ได้มีสเปคอย่างพี่ซึงฮยอนแน่ๆอ่ะ ร้ายขนาดนั้น
“เห?....เธอนั่นเองน่ะ...คนที่มากับผู้ชายตัวผอมๆสูงๆอีกคนนึงใช่รึป่าว?” จีเฮเพิ่งจะหันมาสนใจอีกคนที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างๆน้องชายของคู่หมั้น พลันรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาว่าเจอที่ร้านอาหารเมื่อวานนี้
“ผมหรอฮะ?” ฮยอนซึงยังรู้สึกมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ ผู้หญิงคนนี้เป็นคู่หมั้นของซึงฮยอน แล้วผมควรจะตัดใจจากเขาหรือเปล่า ความรู้สึกที่ผมมีต่อซึงฮยอนเกือบๆ 10 ปีนี่ล่ะ ผมต้องทำยังไงกับมัน......
“ฮยอนซึง....นายโอเครึป่าว?” ซึงรีเริ่มรู้สึกว่าตัวเองพูดอะไรในสิ่งที่ทำร้ายจิตใจของฮยอนซึงออกไป แต่ก็เท่านั้นแหละปิดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอกถึงแม้ว่าพี่สองคนจะไม่ได้รักกัน....ที่หมั้นเพราะครอบครัวทั้งสองฝ่ายคลุมถุงชนก็แค่นั้น แต่รู้ตอนนี้มันก็คงจะดีกว่าให้รู้ทีหลังไม่ใช่หรอ อย่างน้อยนั่นก็เป็นผลดีต่อตัวเขาเองด้วย ใครจะหาว่าฉวยโอกาสหรือเห็นแก่ตัวก็ตามใจสิ!
“วันนั้นผมต้องขอโทษด้วยนะฮะ...ผมไม่รู้ว่าซึงฮยอนมากับคุณ ที่เขาต้องทิ้งคุณไว้ก็เพราะผมแท้ๆ ผมขอโทษนะฮะ” เจ้าตัวก้มหัวขอโทษ น้ำเสียงที่พูดออกไปสั่นซะจนซึงรีรู้สึกบีบหัวใจตัวเอง จะเป็นคนดีอะไรขนาดนั้นน่ะฮยอนซึง นายแทบจะร้องไห้อยู่แล้วไม่ใช่หรอ?
“อ้ะ!!....ไม่เป็นไรหรอกมันไม่ใช่ความผิดเธอสักหน่อย ให้ตายสิ...มันเป็นคู่หมั้นที่ใช้ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆนะ ทำคนอื่นเขาวุ่นวายกันไปหมด”
“จีเฮ...มัวทำอะไรอยู่น่ะ ฉันเลือกของเสร็จแล้วนะ” เสียงเพื่อนร่วมแก็งค์ของเธอร้องเรียกอยู่ไม่ไกลนัก
“อ้ะ!...พี่ต้องไปแล้วนะซึงฮยอนน้อย ส่วนเธอน่ะไม่ต้องขอโทษฉันหรอกนะ...ไม่ใช่ความผิดเธอเลยจริงๆ ฉันไปแล้วนะ” ว่าแล้วก็เดินจากไปแต่ทิ้งความเงียบไว้ให้คนทั้งคู่ที่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี กับบทสนทนาทำลายความเงียบนี้
...............
......................
.................................
ความทรงจำเดิมๆที่ไม่ว่าใครก็ลืมไม่ลง ผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้วนะ นายยังดื้อ ขี้โวยวาย เอาแต่ใจเหมือนเดิมไม่มีผิดเลยจริงๆ...
“ตัวบางๆแค่นี้เอาอะไรมามั่นใจนักหนาว่าตัวเองจะปกป้องคนอื่นเขาได้” ซึงฮยอนพึมพำเบาๆพร้อมกับที่มือก็บรรจงเช็ดตัวคนป่วยให้อย่างอ่อนโยน เรื่อยจนมาถึงมือข้างที่มีแผลช้ำเลือดท่าทางหนักพอดู เล่นเอาคนดูแลต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“เก่งนักใช่มั้ยนายน่ะ...ยังระรานชกนู้นชกนี่เรื่อยเลย จะแมนไปไหนนัก” มือหนาค่อยๆประคองมือเรียวขาวที่ถูกแกะผ้าพันแผลออกขึ้นมาดูใกล้ๆ รู้สึกเจ็บแทนยังไงก็ไม่รู้....แต่น่าแปลกใจที่จียงไม่คร่ำครวญถึงบาดแผลเลยสักนิด
ก็เพราะมันไม่ได้เจ็บที่ตรงนั้นไง
ทันทีที่หันมามองหน้าคนป่วยที่หลับสนิท ก็พลันรู้สึกวาบหวิวขึ้นมาในใจดื้อๆ...ความรู้สึกแบบนี้อีกแล้วที่เขาพยายามอดกลั้นมาตลอด อีกเหตุผลหนึ่งเรื่องของความรู้สึกที่เขาต้องทนแบกหน้าหนีมันไปอยู่ไกลถึงอเมริกาแล้วไม่ยอมติดต่อกลับมา ความรู้สึกที่เขามีต่อจียงและฮยอนซึงมันใกล้เคียงกันจนเกินไป ใกล้กันจนแยกไม่ออกว่าระหว่างจียงและฮยอนซึงเขารู้สึกกวั่นไหวกับใครมากกว่ากันกันแน่
“ฮ............”
“ฮยอ.....น......ซึง” เสียงเบาหวิวดังลอดออกมาจากริมฝีปากที่แห้งผาก เนื้อตัวยังร้อนรุ่มเพราะฤทธิ์ไข้ที่กำลังเล่นงาน ทำเอาคนป่วยชักจะเพ้อ
“ฉันโทรหาเขาแล้ว...ซึงรีกำลังจะพากลับมา” คนตัวสูงพูด พร้อมกับค่อยๆใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆเช็ดใบหน้าให้ ไม่ได้คิดว่าจะได้ยินหรอกเพราะท่าทางเพ้อๆแบบนี้
“ระ...........ฮะ.....ฮยอน.....ฮยอนซึง”
“รู้แล้วน่าว่ารักฮยอนซึง...แต่นายต้องมาแข่งกับฉันแล้วล่ะ ฉันปล่อยให้นายดูแลฮยอนซึงมานานเกินไปแล้ว ฉันขอดูแลเขาบ้างแล้วกันนะ” ซึงฮยอนพูดออกไปแบบนั้นแต่กลับ ไม่ได้รู้สึกอย่างที่พูดเลย...ในหัวสมองกลับมีแต่จียงที่กำลังนอนเพ้ออยู่ตรงนี้ต่างหากและอีกหลายๆภาพที่เกิดขึ้นในสมองของเขา มันมีแต่จียงไม่ใช่ฮยอนซึงเลยสักนิดเดียว
“ชิท!!” หงุดหงิดหนักเข้าจนถึงกลับต้องทุบกำปั้นลงเฉียดกับใบหน้าของจียงไปเพียงนิดเดียว
“ฉันรักฮยอนซึง.......”
ซึงฮยอนบอกเตือนตัวเองอย่างนั้นจริงๆ เขารักฮยอนซึงแน่ๆ เขามั่นใจ เพียงแค่จียงก็รักฮยอนซึงเหมือนกันทำให้เขาเหมือนอยากจะเอาชนะจียงและอยากให้จียงต้องตัดใจไปซะ
“ฉันเกลียด...........อือ....เกลียดนาย” คนตัวบางก็ยังเพ้อไม่รู้เรื่องอยู่ดี
“ซึงฮยอน....”
To Be Con.
...........................
......................................
Talk :
นั่นแหละเท่าที่เห็นเลยตาไม่ฝาดหรอก มันออกมาแค่นี้จริงๆ
ช่วงนี้เป็นอะไรมากรึป่าวก็ไม่รู้อ่ะ เฮ้ออออออ
แต่ก็ยังต่ออยู่นะเพียงแต่ลงไว้แค่นี้ก่อนดีกว่า
อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าไอ้คนแต่งมันยังไม่หายหัวไปไหน 55++
ไว้จะมาต่อให้จบพาร์ทนี้เต็มๆแล้วกันคับ เอาไปครึ่งพาร์ทก่อนเนอะ
ไม่พูดไรมากแล้ว (ไม่มีอะไรจะพล่ามอ่ะ 55++)
ปล.ขอบคุณทุกคนที่ยังติดตามอ่านนะคับผม ขอบคุณจริงๆ
ทั้งที่เม้นท์และทั้งที่ไม่เม้นท์คับ แค่เข้ามาอ่านผมก็ดีใจละ
แต่ถ้าเม้นท์ให้ด้วยนี่ก็ถือว่าเป็นกำไรของผมไปละกัน เอิ๊กๆ